วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555



ภัยร้ายจากโลกไซเบอร์

‘เด็กติดเกม’

‘เด็กติดเกม’ เป็นปัญหาสำคัญต่อการศึกษาของเด็ก เด็กหันหน้าเข้าสู่โลกไซเบอร์หรืออินเทอร์เน็ตกันมากกว่าการหันหน้าเข้าสู่การศึกษามากขึ้นทุกที เห็นได้จากพฤติกรรมรุนแรงที่ได้มากับเกมล้วนแต่จะเป็นปัญหาทั้งนั้น สัดส่วนระหว่างเกมสร้างสรรค์กับเกมทำลายล้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันถึงโปรแกรมเมอร์ของค่ายเกมต่างๆจะได้สร้างเกมที่มีสาระ เช่น เกมเกี่ยวกับวันสำคัญทางศาสนา หรือวันที่มีคุณค่าต่อการจดจำมากขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะค่านิยมของการเล่นเกมของเด็กไม่ได้วัดกันที่สาระ แต่วัดกันที่ความสนุก ความนิยม เงินที่ได้จากการเล่นเกม ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนมาเป็นทักษะในการดำรงชีวิตของเด็ก และเงินจริงได้เลยแม้แต่น้อย แต่จะกัดกินจิตใจในแง่ดีของเด็กให้กลายเป็นจิตใจที่หยาบช้า เพราะว่าบางเกมมีแต่ความเกลียดชัง เข่นฆ่า ปล้นชิงทรัพย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้สร้างสรรค์แต่อย่างใด
ข่าวสารที่ได้รับผ่านสื่อต่างๆในตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมานั้น จะเห็นได้ว่า ร้านเกมถูกมองไปในแง่ลบเสมอ ไม่ว่าจะทำให้เกิดคดีอาชญากรรมต่างๆ เป็นสถานที่นัดพบปะเพื่อมั่วสุม เด็กที่ติดเกมก็จะมีพฤติกรรมก้าวร้าวตามตัวละครในเกม หรือขโมยเงินคุณพ่อคุณแม่มาเล่นเกม อีกทั้งยังมีโปรแกรมที่จัดเป็นสื่อทางเพศที่ไม่สร้างสรรค์ มีการใช้เว็บไซต์เพื่อนำรูปภาพ ข้อความ เสียง และภาพเคลื่อนไหวที่มีความล่อแหลมต่อการมีพฤติกรรมทางเพศ แต่ในตอนนี้ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้มีการทำประเมินร้านเกม โดยร้านที่ผ่านการประเมินและได้รับใบประกาศนียบัตรพร้อมตราสัญลักษณ์รับรองจากกระทรวงวัฒนธรรมจะเรียกร้านเกมประเภทนี้ว่า ร้านเกมสีขาว ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย และมีพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์แก่เด็กและเยาวชน เป็นอีกหนทางหนึ่งที่สามารถคลายความเป็นห่วงของคุณพ่อคุณแม่ได้
สาเหตุของการติดเกมในเด็กไทยนั้นมาจากความอยากรู้อยากลอง เพื่อนชักชวน มีความสนุกสนานเพลิดเพลิน ตอบสนองจินตนาการ และในเกมนั้นยังสามารถเป็นอะไรก็ได้ไม่จำกัด ทุกคนสามารถเป็นได้อย่างหลากหลายและอิสระ แต่หากเล่นนานๆจนเกิดอาการติดเกมแล้วก็จะส่งผลให้สุขภาพเสื่อมโทรม สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนลดลง ทำให้เกิดปัญหาการหนีเรียน  และการเล่นเกมรุนแรงมากจะทำให้เด็กมีพฤติกรรก้าวร้าวอีกด้วย โดยจากการศึกษาวิจัยของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็กเยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงอายุร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเลคทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค ทำให้ทราบข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับเด็กติดเกมในเมืองไทยว่า เด็กอายุ 10-14 ปี ร้อยละ 76.5 ติดเกมสูงที่สุด รองลงมาคืออายุ 15-19 ปี ร้อยละ 71.6 และอายุ 20-29 ปี ร้อยละ 59.5
วิธีการแก้ไขปัญหาเด็กติดเกมก็ไม่ยาก ถ้าหากลูกเล่นเกมจนติดเกมไปแล้ว จะต้องใช้ความมั่นคงทางอารมณ์และความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจังจากคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก เริ่มจากการกำหนดข้อตกลงกันให้ชัดเจน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลง ในช่วงแรกเด็กจะหงุดหงิด และต่อต้านผู้ใหญ่ เพราะเคยต่อรองได้ผลมาก่อน คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามอย่าใช้อารมณ์กับลูก ในช่วงแรกอาจต้องชักจูงให้ลูกมีความสนใจในกิจกรรมอื่น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องให้เวลาพอสมควร อย่าท้อถอยหรือพูดประชดประชัน สุดท้ายแล้วเมื่อเด็กเห็นว่าต่อรองไม่ได้ก็จะทำตามในที่สุด
อีกทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถดึงความสนใจของลูกให้ออกห่างจากเกมได้ โดยอาจแบ่งการใช้เวลาในวันหยุดของลูกอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ตัวอย่างเช่น ในวันเสาร์หากิจกรรมอื่นๆที่อยู่ในความสนใจของลูกให้ทำ เช่น เรียนดนตรี เรียนศิลปะ เต้นรำ เล่นกีฬา เรียนภาษาเพิ่มเติม พยายามหากิจกรรมที่คิดว่าเหมาะสมกับลูกมาให้เขารู้จัก ให้เขาได้เลือกเอง สิ่งที่เด็กได้รับนอกจากเพิ่มทักษะด้านต่างๆแล้วยังมีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น รู้จักเข้าสังคมกับคนอื่นโดยเฉพาะกับเด็กรุ่นเดียวกัน การหากิจกรรมให้ลูกได้เข้าร่วมจะทำให้ลูกไม่อยู่กับตัวเองมากเกินไป และมีโลกทัศน์กว้างขึ้น ในวันอาทิตย์สร้างสรรค์กิจกรรมที่ทำร่วมกันในครอบครัว เช่น ช่วยคุณแม่ทำอาหาร ช่วยคุณพ่อปลูกต้นไม้ ไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปเยี่ยมญาติพี่น้อง เพียงแค่นี้ลูกก็จะสนใจในกิจกรรมอื่นๆ และออกห่างจากเกมมากยิ่งขึ้น
ถ้าหากลูกไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าวไปตามตัวละครในเกม การที่ลูกจะติดเกมก็คงไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายมากนัก แต่การติดเกมอาจจะทำให้การเรียนรู้ในชีวิตของเด็กขาดสมดุลไป ครอบครัวจึงเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดที่จะให้การอบรมสั่งสอน ให้การอุปการะเลี้ยงดูให้ลูกออกห่างจากเกม ดังนั้นยังไม่สายที่คุณพ่อคุณแม่จะร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นอยู่ให้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แต่ขอย้ำว่าต้องใจเย็นและห้ามใช้อารมณ์โดยเด็ดขาด
 






ภัยมืดจากสื่อ "อินเตอร์เน็ต"  กับปัญหาทางสังคม


          “อินเตอร์เน็ต” ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรา ที่ประสงค์จะต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการท่องโลกในอินเตอร์เน็ต หาความรู้ใหม่ๆ หรือความบันเทิงตามประสาของผู้ที่มีความ “อยากรู้” ทั้งหลายถือเป็นการ ศึกษา ต่อยอดความรู้เดิมที่ตนมีอยู่ หรือจะเพื่อดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ นับวันผู้คนในสังคมที่มีความรู้ความสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นอินเตอร์เน็ตดังกล่าวจะมีจำนวนเพิ่มมาก ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะสังเกตได้จากจำนวนร้านให้บริการอินเตอร์เน็ตที่เปิดให้บริการกันอย่างมากมาย เกือบจะทุกท้องถนนซอกซอยในกรุงเทพ มหานครและเมืองใหญ่ทั่วไป          “อินเตอร์เน็ต” ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรา ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในสถานะนักเรียน นักศึกษา ที่ประสงค์จะต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการท่องโลกในอินเตอร์เน็ต หาความรู้ใหม่ๆ หรือความบันเทิงตามประสาของผู้ที่มีความ “อยากรู้” ทั้งหลายถือเป็นการ ศึกษา ต่อยอดความรู้เดิมที่ตนมีอยู่ หรือจะเพื่อดูหนัง ฟังเพลง สันทนาการพักผ่อนหย่อนใจ อะไรก็แล้วแต่ นับวันผู้คนในสังคมที่มีความรู้ความสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นอินเตอร์เน็ตดังกล่าวจะมีจำนวนเพิ่มมาก ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะสังเกตได้จากจำนวนร้านให้บริการอินเตอร์เน็ตที่เปิดให้บริการกันอย่างมากมาย เกือบจะทุกท้องถนนซอกซอยในกรุงเทพ มหานครและเมืองใหญ่ทั่วไป
         สังคมแห่งการเรียนรู้ (know ledge- based Society) ที่เราคาด หวังจะให้เกิดขึ้นในสังคมไทยเรา ย่อม ไม่ไกลเกินจริง หากประชากรส่วนใหญ่มีความรู้ความสามารถในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และใช้มันเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างถูกต้อง
        แต่อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ยากที่จะหาสิ่งใดที่ดี และเพียบพร้อมทุกอย่าง มีขาว ก็ต้องมีดำ มีด้านสว่างก็ต้องมีด้านมืด สิ่งใดสิ่งหนึ่งจึงอาจมีทั้งข้อดีและข้อเสียเป็นของคู่กันในตัวของมันเอง อินเตอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน
       ข้อดีนั้นได้กล่าวเกริ่นข้างต้นมาบ้าง ส่วนข้อเสียที่เป็นภัยร้ายจากการใช้อินเตอร์เน็ต ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาก็ได้ เริ่มปรากฏภาพให้เห็นในสังคมไทย ควบคู่กับความเจริญด้านเทคโนโลยีที่เข้ามา ภัยจากการใช้อินเตอร์เน็ต ก็เป็นอย่างที่รับทราบกันดีว่า มีอยู่หลายเรื่อง ซึ่งบางเรื่องก็ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอันดีงามของไทย          แต่ภัยจากการใช้อินเตอร์เน็ตที่เป็นภัยอย่าง ร้ายต่อสังคม และมีผลกระทบต่อความรู้สึกอย่างมากเรื่องหนึ่ง ก็คือ ปัญหาการล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต จากการ chat ห้องสนทนา หรือ โดยใช้โปรแกรมสนทนาของเว็บไซต์ชื่อดัง เพื่อ chat หรือพูดคุยผ่านระบบเครือ ข่ายอินเตอร์เน็ต หรือการล่อลวงหญิงสาวจากเว็บไซต์จับหาคู่ ซึ่งมีอยู่ มากมายหลายเว็บไซต์ ซึ่งบางเว็บของต่างประเทศ เช่น เว็บที่มีชื่อเหมือนไม้ขีดไฟ มีทั้งชายและหญิงไทยจำนวนมาก โพสรูปลงในอินเตอร์ เน็ตจะด้วยตนเอง หรือคนอื่นโพสให้ก็แล้วแต่ ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัว อยากให้ทุกมหาวิทยาลัย          โดยศูนย์คอมพิวเตอร์ทำการบล็อกเว็บจับหา คู่เช่นเดียวกับเว็บลามก ในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตของสถาบันการศึกษาด้วย ภัยจากการล่อลวงทางอินเตอร์ เน็ต มักลงเอยด้วยการล่อลวงคู่สนทนาเพื่อพาไปข่มขืน ซึ่งช่วงเวลา หนึ่งที่ผ่านมาการกระทำความผิดอาญา อันเกิดจากการล่อลวงทางอิน เตอร์เน็ตนี้จะมีมาก สังเกตได้จากข่าว ในหน้าหนังสือพิมพ์หลายครั้งหลายคราวในช่วงเวลาที่ผ่านมา ดังข่าว พาดหัวหนังสือพิมพ์ชื่อดังฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 “เล่ห์เหลี่ยมเพื่อนแชตสุดอันตราย หลอกมาเจอข่มขืนยับ” รู้จักทางเน็ตไม่รู้นิสัย สาวแสนซื่อเป็นเหยื่อ หรือกรณี น.ส.ดิสนีย์ (ดิ-สะ-นี) หรือปิยานันท์ หรือคุณโอ๋ อายุ 28 ปี ครูสาวจาก จ.อุบลราชธานี ซึ่งถูกนายโมฮัมหมัด อายุ 34 ปี ชาวปากีสถาน ล่อลวงผ่านการ “แชต” หรือพูดคุยทางอินเตอร์เน็ต และฆ่าหั่นศพอย่าง โหดเหี้ยม ซึ่งคดีนี้นับว่าเป็นคดีที่สืบเนื่องจากการ “แชต” ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทย เรื่องราวของครูสาวท่านนี้ได้สะเทือนขวัญไปทั้งประเทศ เมื่อตำรวจพบชิ้นส่วนศพของเธอถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ยัดใส่กระเป๋ารวม 4 ใบ ทิ้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ          การใช้กฎหมายเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาการล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต จะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น เป็นประเด็นที่ประสงค์จะแลก เปลี่ยนทัศนคติกับผู้อ่านและสังคม เพื่อที่คนทุกเพศ จะได้ตระหนักถึงภัยร้ายของสังคมในลักษณะเช่นนี้ จากสถิติการข่มขืนเพียงช่วงระยะเวลา 8 ปี ระหว่างปี 2540- 2547 มีจำนวนคดีที่มากถึง 5,052 คดี อ้างอิงสถิติจากสำนักงานตำรวจแห่ง ชาติ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วตามรายงาน ดังกล่าวช่วงอายุของเหยื่อจะอยู่ระหว่าง 20-30 ปี (อ้างอิงจากหนัง สือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 25 พฤษภา- คม 2548 หน้า 14) ซึ่งสถิติการล่อ ลวงทางอินเตอร์เน็ตเพื่อไปข่มขืนก็น่าที่จะถูกนำมารวมเป็นตัวเลขสถิติการ กระทำผิดในลักษณะที่กล่าวมานี้ด้วย         ในส่วนของกฎหมายที่น่าจะนำมาใช้ลงโทษแก่ผู้กระทำผิดที่เข้ามาล่อลวงผู้เสียหายทางอินเตอร์เน็ต เพื่อไปข่มขืนกระทำชำเรา จะขอกล่าว ถึงเพียงเฉพาะตามประมวลกฎหมาย อาญา ลักษณะ 9 ความผิดเกี่ยวกับเพศจะแบ่งออกเป็น 6 ฐานใหญ่ๆ คือ
1. ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา
2. ความผิดฐานกระทำอนาจาร
3. ความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเด็ก หญิงหรือหญิง
4. ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร
5. ความผิดฐานดำรงชีพจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี
6. ความผิดฐานค้า หรือทำให้แพร่หลาย ซึ่งวัตถุหรือสิ่งของลามก
7. ความผิดฐานสำคัญที่สามารถนำมาปรับใช้กับการกระทำผิดกรณีล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต น่าจะอยู่ที่ข้อ 1 และ 2 โดยที่ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน กับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี          ส่วนความผิดฐานกระทำอนาจาร ก็แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงหนึ่งในกฎหมาย ซึ่งก็ยังมีกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความผิดเกี่ยวกับเพศด้วย จากข้อเท็จจริงที่ผ่านมาจะเห็นว่า หลายคดีที่เกิดขึ้นจากการล่อลวง ทางอินเตอร์เน็ต ผู้เสียหายมักถูกล่อลวงด้วยการให้เกิดความรู้สึกสนิท สนมผ่านทางการ chat ด้วยโปรแกรม สนทนาหรือการสนทนาโต้ตอบกัน ทาง e-mail จนกระทั่งทำให้เกิดความรู้สึกถึงการอยากไปพบอยากเจอ เพื่อนใหม่คนนั้น การนัดหมายเจอกันตามสถานที่ต่างๆ จึงตามมาด้วยการลงเอยจากการถูกกระทำในสิ่งที่ไม่สมควร ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืนกระทำชำเรา หรืออนาจาร ซึ่งตามข่าวส่วนใหญ่จะเป็นในวันที่นัดเจอกันนั่นเอง การดำเนินคดีตามกฎหมายภายหลังเกิดเหตุ ถ้าเป็นในกรณีการล่อลวงที่เกิดขึ้นผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติ ภาวะ ถ้าเกิดการยอมความกันได้ ก็คงจะแล้วไป แต่กรณีของเด็กหรือเยาวชน อาจจะยอมความไม่ได้ ซึ่งก็ต้องมาดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นประกอบกับข้อกฎหมายแต่ละคดีไป        เมื่อเกิดเหตุการณ์การล่อลวงทางอินเตอร์เน็ตจนนำไปสู่การข่มขืน หรืออนาจาร หรือร้ายแรงจนกระทั่งเสียชีวิตเกิดขึ้นด้วย หรือไม่ก็ตามจากการสนทนาผ่านโปรแกรมสนทนา ของเว็บไซต์ชื่อดัง หรือจะโดย e-mail มักจะมีคำถามจากบางท่านในสังคมที่กล่าวถึงกฎหมายว่า มีกฎหมายที่เข้ามาจัดการกับคนไม่ดี หรือมารร้าย สังคมเหล่านี้หรือไม่ หรือกฎหมายที่มีขณะนี้ยังมีบทลงโทษเบาเกินไปแก่ผู้กระทำผิด หรือกฎหมายไม่ทันสมัย และอื่นๆ ตามความรู้สึกนึกคิด หรือทัศนคติมุมมองของแต่ละท่าน        แต่สำหรับบทความนี้ อยากจะสะท้อนมุมมองความคิดอีกด้านหนึ่งให้สังคมคิดเห็นกันว่า ปัญหาภัยสังคม ที่เกิดจากบุคคลบางคนที่อาศัยเทคโนโลยี เพื่อแสวงความต้องการที่ไม่ถูกต้อง แก่ตน เช่นกรณีการล่อลวงทางอิน เตอร์เน็ตนี้ อาจจะไม่สามารถแก้ไข ปัญหาได้ด้วยกฎหมายแต่เพียง อย่างเดียว เพราะเราไม่สามารถออก กฎหมายห้ามคนใช้อินเตอร์เน็ตได้ เช่นเดียวกับการห้ามคนไม่ดีใช้อินเตอร์เน็ต กฎหมายเป็นบทลงโทษที่นำมาใช้ลงโทษผู้กระทำผิด หรือสามารถปรามการกระทำความผิดได้โดยการเพิ่มบทลงโทษอย่างรุนแรงแก่ผู้กระทำผิด เพราะคนไม่ดีในสังคมทุกวันนี้


      บางคนรู้กฎหมาย แต่ จิตสำนึกหรือวุฒิภาวะของคนแต่ละคนไม่เท่ากันในเรื่องของคุณความดี ความผิด ความถูก การสร้างจิตสำนึก และความรู้สึกดีงาม จึงน่าจะเป็นเรื่อง สำคัญมาก่อนเป็นลำดับแรก สำหรับฝ่ายที่อาจถูกกระทำ ซึ่งอาจเกิดได้กับคนทุกเพศและทุกวัยโดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษา สังคมไทยเราทุกวันนี้ หลายคนจะมีความเครียดจากการเรียน ในกรณีของเด็กหรือเยาวชน ความเครียดจากการทำงานในกรณีของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชายและหญิง บางครั้งการคลายเครียดด้วยการได้พูดคุยกับคนที่ไม่เห็นหน้า หรือบางครั้งได้ ยินแต่เสียง และเขาคนนั้นสามารถทำให้เรามีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต มีความรู้สึกดีๆ มีความคาดหวัง มีความใฝ่ฝัน        ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกคนที่ใช้อินเตอร์เน็ต โดยการ chat เพื่อหาเพื่อนใหม่ หาคน ที่เข้าใจเรา หรือหาคนที่เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายในชีวิต หรือบาง คนที่ต้องการหาคู่ครองที่อยู่ในอุดม คติของตัวเอง บางท่านคิดไกลไปถึงคู่ครองที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งกรณีนี้อาจเป็นเหตุผลความชอบส่วนตัว เหตุต่างๆ เหล่านี้ จะไม่สามารถก่อให้ เกิดปัญหาการล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต ตามมาได้เลย ถ้าคนที่เข้าไป Chat มีจิตใจที่เข้มแข็ง มิได้อยู่ในสภาวะที่อ่อนไหวในขณะนั้น และฝ่ายที่อาจถูกกระทำเพียงต้องการ chat เพื่อหาเพื่อนใหม่ หรือฝึกภาษาจริงๆ เช่น นั้น ก็ไม่น่าจะมีปัญหาแต่ประการใด ปัญหาการล่อลวงทางอินเตอร์เน็ตในส่วนของผู้ที่อาจถูกกระทำ       จึงน่าสามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้จากตัวของแต่ละท่านนั่นเอง ผู้ไม่ประสงค์ดี จะคนไทยหรือคนต่างชาติก็มักจะคาดเดาได้ถึงอารมณ์ ความเหงา ความฝันที่ต้องการค้นหาจากชายหนุ่ม ความต้องการเหล่านี้คือจุดที่นำมาใช้ในการล่อลวงฝ่ายที่อาจถูกกระทำหรือผู้เสียหายนั่นเอง และอาจเป็นเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่จะมอง โลกในแง่ดี การล่อลวงจึงทำได้ง่าย

ภัยเงียบจากโลกไซเบอร์

 
ระวัง!ชีวิตเสี่ยงภัยในโลกไซเบอร์
ประมาทตกเป็นเหยื่อความรุนแรง    แชทลวงข่มขืน หนุ่มหลอกสาวผ่านไฮไฟว์ ไม่ชอบหน้าด่าทอกันด้วยข้อความหยาบคาย ใส่ร้ายป้ายสีในห้องสนทนาให้อีกฝ่ายเสียชื่อ ….
         สิ่งเหล่านี้คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย สาเหตุเกิดจากการพูดคุยสื่อสารผ่านเทคโนโลยีสื่ออินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงกลุ่มคนได้อย่างทั่วถึง น่าเป็นห่วงที่สื่อสมัยใหม่นี้มีอิทธิพลต่อกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก ด้วยภาวะภูมิคุ้มกันโรคทางสังคมน้อยกว่าผู้ใหญ่ จึงถูกชักจูงให้หลงไหลกระแสความทันสมัยของสื่อใหม่ได้ง่าย กลายเป็นฐานผู้ใช้บริการชั้นดี และเมื่อเยาวชนสนุกเพลินบนโลกเสมือนจริง จนหลงลืมความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง ปัญหาจึงเกิดขึ้นตามมา.............ศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี (IT WATCH) มูลนิธิกระจกเงา ได้ระบุยอดเด็กหายเพราะการติดแชตทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ในปี 52 มีทั้งสิ้น 37 ราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 51 ราว 3 เท่าตัว ในส่วนนี้เป็นเด็กหญิงถึง 36 ราย เป็นเด็กชายรายเดียว ทั้งหมดมีช่วงอายุระหว่าง 12-18 ปี   โดยการที่เด็กและเยาวชนหญิงถูกคนที่รู้จักในห้องแช็ต เอ็มเอสเอ็น หรือแม้แต่แคมฟรอกล่อลวงไปข่มขืน แล้วตามมาด้วยการถูกจับถ่ายรูปนำไปโพสต์ตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองกับเหยื่อที่ถูกกระทำนั้น เป็นพิษภัยจากโลกไซต์เบอร์ที่สังคมตระหนักและเล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งได้มีการกระตุ้นเตือนผ่านสื่อ และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อผู้ร้ายในโลกไซเบอร์กลับเป็น“เยาวชน” ใช้อุปกรณ์นานาชนิดเป็นเครื่องมือคุกคามกันเอง.....
         ซึ่งเราคงไม่อาจปฎิเสธความจริงที่เกิดขึ้นนี้ได้ ข้อมูลวิจัยจากปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทยเผยเรื่อง พฤติกรรมการข่มเหงรังแกผ่านโลกไซเบอร์ของเยาวชนไทยเขตกรุงเทพมหานคร มีแนวโน้มสังคมออนไลน์ให้โทษขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มจะทำลายเด็กและเยาวชนอย่างรุนแรงจนถึงขั้นที่เรียกว่าอาชญากรรมได้เลย!!!
 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า เยาวชนในกรุงเทพมหานครมากกว่าร้อยละ 50 เคยเห็น/เคยรับรู้การข่มเหงรังแกกันผ่านสื่อสมัยใหม่ต่างๆ มากกว่า 1 ครั้งต่อเดือน และร้อยละ 44 เคยถูกนินทาหรือด่าทอผ่านมือถือและห้องสนทนา ในขณะที่ร้อยละ 30 เคยถูกส่งข้อความก่อกวนผ่านทางมือถือ อีเมล หรือเว็บไซต์มาแล้ว และแม้ว่าเยาวชนมากกว่าร้อยละ 50 จะเห็นว่าพฤติกรรมการข่มเหงรังแกผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องและไม่เห็นด้วย แต่ก็มีแนวโน้มที่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
         สถานการณ์แบบนี้หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจเป็นแผลเรื้อรังยากเกินเยียวยาก็เป็นได้ เนื่องจากทุกวันนี้ความรุนแรงจากโลกไซเบอร์ถูกถ่ายทอกสู่เด็กและเยาวชนหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสื่อเกมออนไลน์ที่รุนแรง คลิปวิดีโอการทำร้ายกันของเยาวชน รวมถึงระบบความคิด“การแก้แค้นเอาคืน” นำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบการทำร้ายซึ่งกันและกันของวัยรุ่นไทย ที่เราพบเห็นได้จากการนำเสนอข่าวของสื่อต่างๆ ซึ่งถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่งก็เปรียบเหมือนการตอกย้ำภาพความรุนแรงชนวนความขัดแย้งที่ยังไม่แก้ไข
         สถาบันครอบครัวจึงมีบทบาทสำคัญในการอบรมสั่งสอนเชิงคุณธรรมแก่ลูก สำหรับพ่อแม่ที่ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวความอบอุ่นในร่างกายยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ การปล่อยให้ลูกอยู่กับสื่อเทคโนโลยีมากเกินจำเป็น ลูกน้อยที่รักอาจชักจูงภัยร้ายมาเป็นเพื่อนสนิทโดยไม่รู้ตัว เสี่ยงเกิดพฤติกรรมหรือเหตุการณ์รุนแรงได้ ด้วยเหตุนี้คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายควรเตรียมรับมือสู้รบกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างเกราะป้องกันอันตรายให้ห่างไกลบุตรหลาน
         ด้วยวัคซีนป้องกันภัย“ให้ความรักและความใกล้ชิด”กับลูกให้มาก พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นพร้อมรับฟังอย่างสนใจและไม่จ้องจับผิดหรือตำหนิ ลูกจะรู้สึกไว้วางใจว่าคุณเป็นคนที่เขาพูดคุยด้วยได้ทุกเรื่องและพร้อมเป็นที่ปรึกษาระวังภัยสมัยใหม่จากการเล่นเกมคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตด้วย เพราะเมื่อใดก็ตามที่วัยรุ่นเต็มใจบอกเล่าปัญหาแก่ผู้ใหญ่ ย่อมแสดงให้เห็นว่าเขากำลังขอความช่วยเหลือจากคนที่รักเขามากที่สุด
          ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมใจ สร้างเกราะคุ้มภัยเยาวชน ขจัดปัญหาความรุนแรงรังแกกันผ่านโลกไซเบอร์ อย่าปล่อยให้โลกออนไลน์ทั้งหลายมีอิทธิพลเหนือชีวิตคุณ




 





ภัยที่มากับอินเทอร์เน็ตหรือภับไซเบอร์ 



     ภัยที่มากับอินเทอร์เน็ตหรือภับไซเบอร์  ขณะที่ชุมชนใหม่บนโลกไซเบอร์กำลังก่อเกิดขึ้น การติดต่อสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับว่า สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการในทุกด้าน โลกที่เปิดกว้างนี้ได้สร้างความสัมพันธ์ให้กับผู้คนในหลากหลายรูปแบบ แต่ขณะเดียวกันสังคมไซเบอร์ก็นำพาปัญหามาให้กับผู้ใช้โดยเฉพาะเยาวชนที่อาจเผลอไผลใช้เทคโนโลยีโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเกิดเป็นภัยร้ายลุกลามได้ืื  หากเอ่ยถึงภัยร้ายทางอินเทอร์เน็ตเรียกว่า  มีหลากหลายรูปแบบให้ต้องระแวดระวัง  เพราะโลกไซเบอร์มีเครือข่ายเชื่อมโยงทั่วทุกมุมโลก  ภัยที่แฝงอยู่จึงมาได้หลายทาง  หากแบ่งแยกแล้่วอาจได้ประมาณ  3  กลุ่ม คือ

        1.  ภัยจากคนแปลกหน้า  หรือบุคคลเสมือน   บางทีเด็กหญิงที่เราเจอในแชทรูมที่จริงอาจเป็นชายวัยกลางกคนที่เข้ามาพูดคุยสร้างภาพเพื่อหลอกให้เราตายใจ  หวังล่อลวงนัดพบ และเมื่อออกไปเจอเขาก็อาจถูกล่วงเกิน
หรือทำร้าย  มิจฉาชีพกลุ่มหนึ่งทำเว็บไซต์ปลอมหลอกให้เรากรอกข้อมูลส่วนตัว  เช่น  ชื่อ  ที่อยู่  เบอร์ติดต่อ   เลขรหัสบัตรเครดิต  แล้วนำไปใช้แอบอ้างเป็นตัวเรา
     2. ภัยจากเนื้อหาต้องห้าม   อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งรวมเนื้อหา  ข้อมูล ข้อมูล รูปภาพ ความคิดเห็นนานาจากผู้คนทั่วโลก  จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีทั้งข้อมูลที่สร้างสรรค์เป็นประโยชน์และข้อมูลที่เป็นอันตราย  เช่น
มีการเผยแพร่สิ่งพิมพ์รูปภาพ  หรือ โฆษณาวัตถุลามากอานาจาร  ผิดกฏหมาย  หมิ่นประมาท ยุยง ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม  เนื้อหารุนแรงเกลียดชัง  บ่อนทำลาย  ผิดศีละรรม  เนื้อหาทางเพศโจ่งแจ้ง
   3. ภัยจากการใช้งานไม่เหมาะสมอื่นๆ  ไวรัสคอมพิวเตอร์แพร่ระบาดได้ง่ายผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  โดยผู้ใช้ที่ขาดความรู้และความระมัดระวัง มันจะกระจายตัวอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายได้คราวละมาก ๆ
 นอกจากนี้ยังมีผู้ไม่ประสงค์ดีทำการบุกรุกเครือข่ายเพื่อขโมยข้อมูล  แก้ไขข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตัว  ทำการโจมตีให้ระบบล่ม  ภัยจากโลกไซเบอร์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งได้แก่  การที่เด็กและเยาวชนใช้เวลามากเกินไปบนโลกออนไลน์
ทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง  ละเลยต่อการเรียนหรือกิจกรรมกลางแจ้งในโลกปกติ  ทำให้เสียสุขภาพและขาดทักษะการเรียนรู้ทางสังคม
 




ภัยที่มากับอินเทอร์เน็ต    

       
1. พิชชิ่ง  (pifishing)  คือการเลียนแบบทำเหมือนต้นฉบับทุกประการ  ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ส่วนใหญ่อาชญากรจะในการทำธุรกรรมทางด้านการเงิน อย่างเช่น  การฝากเงิน  การถอน  หรือการโอนเงิน  ด้วยการตั้งเว็บไซต์ขึ้นมาเหมือนกับธนาคารทุกประการและหลังจากนั้นจะมีการหลอกผู้ที่เข้าไปใช้บริการเพื่อเอารหัสบัญชีแล้วนำไปทำธุรกรรมอย่างอื่น

     2. ภัยจากเว็บแคม    ถือได้ว่าเป็นภัยที่นับวันจะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน  โดยเฉพาะกับเด็กวัยรุ่น เพราะมิจฉาชีพจะติดกล้องไว้ที่ตัวคอมพิวเตอร์เพื่อดูพฤติกรรมของฝ่ายหนึ่ง  และเว็บแคมทุกวันนี้มีความรุนแรงมากขึ้น
ถึงขั้นลามกอนาจาร  หรือเรียกกันง่าย ๆ  ก้คือ ขายบริการทางเพศทางเว็บนั่นเอง  ที่นี้ลองมานึกภาพดูซิว่าถ้าเป็นลูกหลานของท่านกำลังมีพฤติกรรมแบบนี้  และไม่สามารถยับยั้งชั่งใจตนเอง  ได้ผลที่จะตามมาก็คือเสียเงินค่าบริการ
ขาดความสนใจในการเรียน  เสียสุขภาพเพราะนอนดึก  ร้ายไปกว่านั้นอาจส่ใช้การบัตงผลถึงสุขภาพจิต ซึ่งไม่แน่ว่าเป็นสาเหตุก่อให้เกิดการข่มขืนกระทำชำเราตามที่เป็นข่าวอยู่เนือง  ๆ  

    3. ภัยจากบัตรเครดิต  ซึ่งเป็นภัยของพวกนักช้อปฯ  หรือผู้ที่ไม่ต้องการพกเงินสดติดตัวเป็นจำนวนมากก็จะบัตรเครดิตในการชำระสินค้าต่าง ๆ แต่ใครจะรู้ว่าถึงเวลาชำระค่าบัตรกลับมีตัวเลขที่ต้องชำระเพิ่มขึ้นอย่างมากโขทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้
ซึ่งวิธีการที่พวกมิฉาชีพมักจะหาประโยชน์จากบัตรเครดิตคือ  ทุกครั้งที่มีการรูดบัตรตัวเครื่องก็จะทำการอ่านบัตรและเชื่อมตัวไปยังธนาคารเจ้าของบัตร แต่ระหว่างที่มีการติดต่อกันระหว่างเครื่องรูดบัตรกับธนาคา  พวกมิจฉาชีพก็ได้นำเครื่อง
เล่น Mp3  ไปไว้เพื่อดักฟังข้อมูล

4. ภัยที่มากับเกมคอมพิวเตอร์    ฟังดูเผิน  ๆ  แล้วไม่น่าจะมีพิษสงอะไรมากนัก เพราะเป็นเกมเล่นเฉย ๆ แต่ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าเกมคอมพิวเตอร์ได้ส่งผลเสียต่อผู้คนที่ขาดสติปัชัญญะจนเสียผู้เสียคนมามากต่อมากแล้ว
ดังเช่น เกม GTA ที่เป็นข่าวครึกโครมกัน เพราะเกมก็เหมือนกับของหลาย  ๆ อย่างในโลกนี้  ที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ  ถ้ารู้จักใช้หรือใช้พอเหมาะพอดีก็จะเกิดประโยชน์  แต่ถ้าไม่รู้จักใช้หรือใช้มากเกินไปก็จะก่อให้เกิดโทษ
         อันตรายจากโลกไซเบอร์เพิ่มขึ้นทุกวัน จากข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์   โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ถูกลวงไปเพื่อทำอนาจาร ข่มขืน ถ่ายคลิปวิดีโอ  เกิดจากการเชื่อคนง่าย ขาดวิจารณญานในการฟัง  การคิด  ชอบความสบาย ความสนุกเป็นที่ตั้ง จึงทำให้เด็กผู้หญิงถูกหลอกง่ายขึ้น



 

12 ข้อพฤติกรรมการเล่น msn ที่น่ารังเกียจที่สุดในโลก
1.ขอดูรูป โดยที่ยังไม่สนิทชิดเชื้อกัน
2.ถามว่ามีแฟนหรือยัง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถามชื่อถามเสียง
3.พวกบ้าอิโมติค่อน แพรวพราวอย่างกะชุดลิเก.....เยอะเกิน....ทำให้อ่านไม่ออก
4.พวกใช้ hi-speed internet 7 ล้านเม็ก....พิมพ์มาอ่านข้อความไม่ทันจบ พี่แกเร่งให้ตอบแล้ว
5.พวก ชอบตัดพ้อเกินงาม เช่น คุยกะคนอื่นเยอะหล่ะซิ ถึงไม่คุยกะเรา....เวร
ห้องน้ำห้องท่าไม่ต้องเข้ากันหลอ ต้องนั่งเฝ้าคอมทั้งวันว่างั้น
6.พวกที่เสี้ยนจัดไม่ดูตาม้าตาเรือ จะขอกล้องแลกวิว ว่าวกันอย่างเดียว
พอเราปฎิเสธหรือไม่มีกล้อง มันจะสาปส่งคุณพร้อมบล็อกคุณไป
7.ถาม อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง ขนานจู๋ และภูมิลำเนา ไม่แน่ในเหมือนกัน
ว่า จะไปทำวิจัยเรื่องสุขภาวะประชากรโดยคำนวณจากมวลดัชนี ร่างกายหรือเปล่า ถามกันจิง
8.ลูกเทพเทวดา ชั้นดุสิตจุติลงมา หน้าตามีมั่กๆ ดิสเพลย์รูปบ่งบอกความหน้าตาดี
ที่ล้นเหลือเฟือ หากเราไม่มีรูป หรือดิสไปแล้วไม่ใช่ลูกเทพชั้นดุสิตาหรือสูงกว่า
มันจะมองเราเป็นพวกนรก ส่งมาเกิดทันที พร้อมบล็อกเรา และแสวงหาลูกเทพต่อไป
9.พวก เอ็มเอสเอ็นเป็นอาชีพ หนึ่งวันมีแต่นั่งเล่นเอ็มเอสเอ็น โดยการแอดชาวบ้าน
   มาร้อยแปดล้านชื่อ วันนี้คุยกันถามชื่อที่เรียนเรียบร้อย รุ่งขึ้นถามใหม่ เหมือนมันเม็ม
   สมอง น้อยและไม่ใช่ใจคู่สนทนาอย่างเรา อันนี้สมควรปล่อยให้มันคุยกันคนอื่น ต่อไป
   เราชิ่งดีที่สุดจะได้ไม่เสียอารมณ์
10. รักสันติ พูดน้อย นานๆ ตอบที...จะเล่นเอ็มเพื่อ???
11.พวก สถาบันนิยม หากเราเกิดผ่าเหล่าเรียนในสถาบันการศึกษาที่ไม่ใช่
   มหาวิทยาลัย 3 อันดับแรกของประเทศ มันจะเฉดหัวเราทันที พร้อมส่งกระแสจิต
 ว่าเราไม่คู่ ควรคุยกับมันอย่างยิ่งผ่าน เอ็มเอสเอ็น.........เออ ถ้ากูเรียน แคมบริดจ์
 หรือ อ็อกฟอร์ด กูก็คงไม่คุยกะ...หรอก ไอ่เวงงงง
 12. แอดเมล์มาแล้วไม่ทักไม่คุย....ถ้าแอดเอ็มแล้วเสียเงิน มันจะแอดทิ้งๆ ขว้างๆ


เตือนคนเล่น Msn ระวังโดนนะอันตรายมาก

        เตือนภัย msn อย่าคลิกเว็บ (บางเว็บ) ที่เพื่อนส่งมาให้เด็ดขาด ระวังถูกขโมยรหัสผ่านเว็บไซต์ประเภทนี้จะทำขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อหลอกเอา username และ password ของเราไปครับ โดยจะทำให้เราหลงเชื่อว่า เว็บไซต์นี้จะสามารถบอกว่า ใครบล็อกเราไว้บ้าง หรือ ดึงเอาจุดเอ็มของเราทำไม่ได้ ซึ่งทำให้เราหลงเชื่อ และพร้อมที่จะยอมกรอก username และ password ของ msn เพื่อแลกกับข้อมูลที่เราอยากรู้ และเมื่อเราหลงกล กรอกข้อมูลต่างๆ เสร็จเจ้าเว็บพวกนี้ ก็อาจจะขึ้นว่า ตอนนี้ระบบขัดข้อง เพราะคนใช้เยอะ คนโง่แยะ หรืออาจจะขึ้นหน้า ข้อมูลหลอกๆ แต่หารู้ไม่ว่า รหัสผ่าน msn โดยเจ้าเว็บไซต์พวกนี้ฉกไปแล้ว ทีนี้ วันดีคืนดี ก็จะมีคนแอบเข้ามาอ่านเมล์ และเล่นเอ็มของเรา หน้าตาเฉย
     นอกจากจะใช้เว็บหลอกเราแล้ว บางทีอีเมล์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งครับ เช่นมีคนเมล์มาหาเราว่า เป็นเมล์ที่ส่งจาก Microsoft หรือ hotmail โดยให้คลิกลิงค์จากเมล์ แล้วก็จะพบกับเว็บ ให้เรากรอกรหัสผ่านเพื่อยืนยันเมล์เพื่อทาง hotmail จะไม่เก็บเงินค่าบริการท่านอะไรเทือกนี้
จริงๆ กลยุทธ์พวกนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ทางแฮกเกอร์ใชักัน เรียกเป็นภาษา it ว่า phishing (อ่านว่า ฟิชชิ่ง ให้จำง่ายๆ ว่าขุดบ่อล่อปลานั่นเอง ฮ่า ) ส่วนใครที่ทราบความหมายขอคำว่า phishing คลิกเข้าไปดูได้ที่นี่ครับ (ขอบคุณเว็บ thaicert.org )
ขอสรุปว่า หากใครส่งลิงค์มา ดูนิดนึงก็ดีว่า link อะไรไปไหน หรือ เว็บนั้นเป็นเว็บอะไร ถ้าเจอเว็บพวกนี้ โฆษณาว่า สามารถทำให้คุณทราบ ได้ว่า ใคร block คุณไว้บ้าง ให้ฟันธงว่า หลอกลวงประชาชนแน่นอนครับ
                เมื่อเทคโนโลยีและการสื่อสารมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในปัจจุบัน จึงทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมีบทบาทเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนไทยเพิ่มมากขึ้น จากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าอัตราผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 7 % เป็น 11 % ส่งผลให้การซื้อขายสินค้าผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตก็มีการเจริญเติบโตตามไปด้วย
การซื้อขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตมีคำเรียกเฉพาะว่าอิเล็กทรอนิกส์คอมเมิร์ซ (Electronic Commerce หรือ E-Commerce) คือการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีของอินเทอร์เน็ตเข้ากับการจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยอินเทอร์เน็ตทำหน้าที่เป็นสื่อที่นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้าหรือบริการ ไปสู่คนทั่วโลก ทำให้การดำเนินการซื้อขายเป็นไปอย่างสะดวกฉับไว
แต่สำหรับคนไทยนั้น พฤติกรรมของการซื้อสินค้าในลักษณะออนไลน์ หรือผ่านอินเทอร์เน็ตนั้น อาจยังมีไม่มากนัก เทียบกับประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสูงๆ เนื่องจาก ความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของช่องทางการชำระเงินออนไลน์นี่เอง ที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อัตราการเจริญเติบโตของการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในประเทศไทยอาจไม่ได้รับความนิยมมากนัก อันตรายต่างๆที่มักจะเกิดขึ้นกับ   การช็อปปิ้งออนไลน์หรือการใช้สิ่งต่างๆที่อยู่ในโลกของอินเทอร์เน็ตนั่นก็คือ
อันตราย…ของราคาถูก นักช็อปปิ้งทั้งหลายมักจะชอบค้นหาคูปองส่วนลดและโปรโมชั่นต่างๆทางอินเทอร์เน็ต โดยไม่ได้คำนึงถึงว่า คูปองเหล่านี้เป็นช่องทางที่อาชญากรทางคอมพิวเตอร์หรือแฮกเกอร์มักใช้เพื่อหลอกล่อเหยื่อให้ทำการคลิ้กเข้าไปในคูปองหรือโปรโมชั่น ซึ่งเบื้องหลังนั้นจริงๆแล้ว ถูกแฝงไว้ด้วยลิ้งค์ที่เป็นอันตราย ซึ่งเมื่อนักช็อปทำการคลิ้กไปที่ลิ้งค์ดังกล่าวแล้ว ก็จะถูกหลอกให้ทำการป้อนข้อมูลส่วนตัวหรืออาจเป็นความลับของตนลงในเว็บไซต์ โดยแฮกเกอร์มักจะใช้วิธีนี้กับสินค้าที่เป็นที่นิยมและขายดี หรืออาจเป็นสินค้าหายากที่ไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด ทำให้ผู้ใช้อดใจไม่ได้ที่จะคลิกไปยังลิ้งค์ที่ปรากฏ
สำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงการช็อปปิ้งออนไลน์ไม่ได้จริงๆ วิธีป้องกันก็คือการติดตั้งโปรแกรมสำหรับบล็อคเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าสู่เว็บไซต์ที่อันตรายเหล่านี้ได้ อันตราย...บัตรอวยพรอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีการ์ด ความนิยมของการส่งความสุขหรือการแสดงความยินดีในโอกาสเทศกาลต่างๆ เป็นไปอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน จะเห็นได้จากช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา หลายๆท่านอาจจะได้รับอีเมล์ที่มีลิงค์ เพื่อให้เข้าไปคลิ๊กอ่านอีการ์ดที่ได้รับมาจากคนที่เรารู้จัก ซึ่งการส่งอีการ์ดนั้น ช่วยอำนวยความสะดวกทั้งประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นช่องทางที่สำคัญที่อีการ์ดที่คุณได้รับผ่านทางอีเมล์นั้นอาจไม่ได้มาจากคนที่คุณรู้จักจริงๆก็ได้ ซึ่งอีเมล์เหล่านี้เรียกว่าสแปม ซึ่งสแปมสามารถก่อให้เกิดความสูญเสียต่อผู้ที่หลงเชื่อข้อความหรือลิ้งค์จากอีเมล์ได้ ดังนั้นการป้องกันก็คือการติดตั้ง Anti Spam ไว้ที่อีเมล์เซิร์ฟเวอร์ เพื่อป้องกันการได้รับอีเมล์ที่อาจเป็นอันตรายได้
อันตราย...เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ โดยปกติอาชญากรคอมพิวเตอร์จะใช้วิธีล่อลวงเหยื่อ       (ฟิชชิ่ง) ด้วยข้อความอีเมล์ที่มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ แต่ว่าจริงๆ แล้วคือลิ้งค์ที่เป็นอันตราย จากนั้นลิ้งค์ดังกล่าวจะนำไปสู่เว็บไซต์ปลอมที่มีหน้าตาเหมือนเว็บไซต์ปกติทั่วไป หากไม่สังเกตก็อาจจะตกเป็นเหยื่อ ป้อนข้อมูลส่วนตัวที่เป็นความลับไป ภัยร้ายที่แฝงมากับอีเมล์ประเภทนี้สามารถป้องกันหรือโอกาสการเข้าถึงลิ้งค์ที่เป็นอันตรายได้ หากมีการติดตั้งหรือใช้บริการทางด้านความปลอดภัยของอีเมล์เพื่อกรองไม่ให้อีเมล์ฟิชชิ่งเข้ามาระบบ ซึ่งจะเป็นการป้องกันมิให้ผู้ใช้บริการอีเมล์หลงไปเป็นเหยื่อของเว็บไซต์ฟิชชิ่งนั้นๆ
ภัยจากการแชท Chat

การพุดคุยกันทางอินเตอร์เน็ต เราจะเห็นได้ว่าภัยจากอินเตอร์เน็ตที่เราพบง่ายที่สุด และบ่อยสุดเห็นในข่าวทีวีอยู่เรื่อยๆ
คือการแชทพูดคุยกันทางเนต เพราะความปลอดภัยนั้นโอกาส50-50 ที่จะเจอคนโรคจิตหรือพวกคิดมิดีมิร้าย โดยเฉพาะผู้หญิง
มีโอกาสโดนหลอกมากที่สุด  ส่วนมากโปรแกรมแชทจะพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆโดยผู้ผลิตหลายรายที่คิดค้นขึ้น จากพิมพ์ข้อความหากัน พัฒนาขึ้นมาโดยเห็นหน้ากัน พุดคุยกันผ่านไมค์ ตอนนี้หยุดแค่นี้ ในอนาคตคงเห็นหน้าชัดขึ้นความไวในการรับส่งเพิ่มขึ้นตามลำดับ  ตามที่ผมได้ศึกษาและพอรู้วงในในเรื่องพวกนี้อีกทั้งได้สัมผัสโดยตรงก็รู้ว่า
คนพวกนี้ที่เล่นแชท
1.ไม่ค่อยมีเพื่อน
2.มีปมด้อย
3.อยากหาแฟน
4.เพ้อฝันว่าอาจเจอเรื่องดีๆในเนต
5.โรคจิต
6.แสวงหาผลประโยชน์จากคนที่ไม่รู้
7.หาความรุ้โดยไม่อยากเสียเงิน
8.เล่นๆไปงั้นแหละเพื่อนบอกให้ลอง
ที่กล่าวมานั้นเป็นการยกตัวอย่าง อันตรายของมันมีอยู่ว่า ถ้าให้ความสนิทสนมกับคนที่คุยด้วยโดยที่ไม่เคยเจอไม่เคยพบกันมาก่อน พุดง่ายๆคือไม่รู้ว่าเป็นใครมาก่อนนั้น  ถ้าเค้าคิดไม่ดีกับเราก็เข้าทางเค้าทันที เค้าจะจูงเราไปไหนก็ได้ เพราะความเกรงใจเป็นหลัก ความเกรงใจในอินเตอร์เนตนั้นอันตรายมาก  เพราะจะทำให้เราโน้มเอียงและหลงไหลได้ วิธีแก้ง่ายๆในการแชทคุยกันผ่านเนต ต้องตัดความเกรงใจออก ถ้าคุณตัดออกได้ก็จะไม่โดนหลอกง่ายๆ